Theerakamol's S...'s profileDr.Jom's spacePhotosBlogListsMore Tools Help

Theerakamol's Space

Occupation
Location
This person's network is empty (or maybe they're keeping it private).

Dr.Jom's space

Learning to Parasite
2/2/2008

หนอนบำบัด (Maggot Therapy)

หนอนบำบัด (Maggot therapy)

1. ประวัติและความเป็นมา

ย้อนไปเมื่อสมัย 1,000 ปีก่อน ชาวอินเดียแดงเผ่ามายาและชาวเจมบาซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองใน New South Wales ประเทศออสเตรเลียได้ใช้หนอนแมลงวัน (Maggot) ในการทำความสะอาดแผลหนองหรือแผลเน่าติดเชื้อโดยพวกเขาได้รับการถ่ายทอดความรู้นี้มาจากบรรพบุรุษซึ่งสืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น และในประวัติศาสตร์ก็ได้มีการบันทึกถึงประสิทธิภาพในการรักษาแผลเน่าติดเชื้อโดยหนอนแมลงวัน (Maggot) เมื่อปี 1829 โดยนายแพทย์ Baron Dominic Larrey ซึ่งเป็นหัวหน้าแพทย์และแพทย์ประจำพระองค์ในสมัยพระเจ้านโปเลียนซึ่งพบถึงประสิทธิภาพนี้ในขณะ ที่ทำการรักษาทหารที่บาดเจ็บในระหว่างสงคราม
ในปี 1929 นายแพทย์ William Baer ศัลยแพทย์ชาวอเมริกันซึ่งเป็นศาสตราจารย์อยู่ที่ Johns Hopkins School of Medicine ในรัฐ Maryland ซึ่งนับเป็นผู้ก่อตั้งวิธีการรักษาด้วยหนอนบำบัด (Maggot therapy) สมัยใหม่ ได้ทำการศึกษาวิจัยการรักษาด้วยหนอน (Maggot) อย่างจริงจัง โดยใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์และได้เผยแพร่ความรู้นี้สู่สาธารณชน ส่งผลให้วิธีการรักษาด้วยหนอนบำบัด (Maggot therapy) ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายและในช่วงปี ค.ศ. 1940 โรงพยาบาลในอเมริกามากกว่า 300 แห่งได้ใช้วิธีนี้ในการรักษาผู้ป่วยและบริษัท Lederle ซึ่งเป็นบริษัทยาก็ได้ผลิตหนอน (maggot) ออกขายสู่ท้องตลาด ต่อมาได้มีการคิดค้นยาปฏิชีวนะในกลุ่ม Sulfa และ Penicillin ขึ้น ทำให้ maggot therapy เริ่มจางหายไปจากวงการแพทย์
จวบจนกระทั่งในปี 1995 ที่ประเทศเยอรมันก็ได้มีการฟื้นฟูวิธีการรักษาด้วยหนอนบำบัด (Maggot therapy) ขึ้นมาใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาแผลเรื้อรังซึ่งมีประชากรที่ต้องตกอยู่ในสภาวะนี้มากกว่า 3 ล้านคนโดยแผลที่เนื่องมาจากเบาหวานนับว่าเป็นอาการที่พบได้บ่อย และสถาบันต่างๆของเยอรมนีเช่น German Diabetis Society (Deutsche Diabetesgesellschaft) และ German Society for Angiology (Deutsche Gesellschaft fuer Angiology) ได้ทำการประเมินขั้นตอนการวินิจฉัยโรค, การรักษา และภาวะการฟื้นตัวของผู้ป่วย จากโรคเบาหวาน และพบว่าการรักษาด้วยหนอนบำบัด (Maggot therapy) นั้นทำให้ผู้ป่วยประมาณ 10,000 รายไม่จำเป็นจะต้องผ่าตัดเท้าหรือแขนทิ้งหากได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะแรกเริ่มของโรคและจากรายงานทางการแพทย์จากคลินิกชุมชนเฮิร์กส ในแฟรงเฟิร์ต ตั้งแต่ปี 1999 คลินิกชุมชนเฮิร์กส ในแฟรงเฟิร์ตได้นำลักษณะการบำบัดรักษาด้วยหนอนแมลงวันมาใช้กับการรักษาบาดแผลคนไข้ที่มีการเรื้อรังและไม่สามารถรักษาด้วยวิทยาการทางการแพทย์ปกติได้ ซึ่งหลังจากการนำมาทดลองใช้ดังกล่าวแล้ว พบว่า บาดแผลที่ได้ให้หนอนแมลงวันในการรักษานั้นสะอาดได้เป็นระยะๆ คนไข้ซึ่งได้รับการรักษาบาดแผลโดยวิธีการดังกล่าวนี้เป็นประจำจะพบว่าบาดแผลของเขาจะสะอาดขึ้นเรื่อยๆและถ้าหากหยุดพักหรือทิ้งช่วงระยะเวลาในการบำบัดด้วยวิธีดังกล่าว สภาพของบาดแผลก็จะกลับมาแย่อีกครั้ง(1)

2. แนวคิดและทฤษฎีพื้นฐาน

Lucilia sericata คือ แมลงวันมีอยู่มากมายหลากหลายสายพันธุ์ โดยประมาณได้ว่ามีมากถึง 120,000 สายพันธุ์ (species, sp) ทั่วโลก และประมาณ 10,000 sp. ที่สามารถพบได้ในภาคพื้นยุโรป Lucilia sericata เป็น species ที่อยู่ใน genus green bottles (Lucilia) หนอนของแมลงวัน หรือที่มีชื่อเรียกในภาษาละตินว่า Lucilia นั้น มีการนำมาใช้ในการรักษาแผลเรื้อรัง
วิวัฒนาการของแมลงวันเริ่มต้นจากไข่ที่ได้วางไว้บนซากเนื้อแล้วพัฒนาไปเป็นหนอนแมลงวัน หนอนเหล่านี้จะผลิตเอนไซม์เพื่อช่วยในการย่อยเซลล์ของเนื้อเยื่อที่ตายแล้วและดูดส่วนที่ย่อยแล้วไปเป็นอาหารซึ่งหนอนแมลงวัน (Maggot) เหล่านี้จะย่อยสลายเฉพาะเนื้อเยื่อที่ตายแล้วเท่านั้น ไม่กัดกินเนื้อดีดังนั้นการกัดกินแบบลึกๆตามที่เข้าใจนั้นจะไม่พบในสัตว์ประเภทนี้
หนอนแมลงวันเติบโตได้สูงสุด 12 มิลลิเมตร ภายในเวลา 3-4 วัน. หลังจากนั้นก็จะละทิ้งซากเนื้อเพื่อจะพัฒนาไปเป็นดักแด้ในสิ่งแวดล้อมที่แห้งต่อไป
หลักการที่นำหนอนดังกล่าวมาใช้ในการทำลายเชื้อโรคในบาดแผลเนื้อตาย (Necrosis) ก็คือหนอนจะหลั่งน้ำย่อยออกมาเพื่อย่อย Necrosis (เนื้อตาย) ให้เป็นของเหลวและหลังจากนั้นก็จะดูดกิน Necrosis ที่ย่อยแล้วเข้าสู่ร่างกายเพื่อเป็นอาหารให้กับตัวมันเอง นอกจากนี้ยังพบว่าเอนไซม์มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียในบาดแผลและทำให้แผลสะอาด ลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ของแผล และข้อดีอีกประการหนึ่งของวิธีการดังกล่าวนี้ก็คือการกระตุ้นให้เกิดการสร้างเสริมเซลล์เนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่ (Granulation Tissue)

3. ข้อบ่งชี้ / รายละเอียดในการใช้ : ใช้กับแผลต่างๆ ดังนี้

- Diabetic foot ulcers แผลเนื่องจากโรคเบาหวานบริเวณเท้า
- Decubitus ulcers แผลกดทับจากโรคเบาหวาน
- Ulcers cruris
- MRSA and other wound infections แผลติดเชื้อจาก Staphylococcus aureus และอื่น ๆ
- Necrotizing tumor wounds แผลเนื้อเยื่อตาย
- Necrotizing fasciitis แผลพังผืดอักเสบ
- Burns แผลไหม้
- Thrombangitis obiterans
- Bacterial soft tissue infections และแผลเรื้อรังจากสาเหตุอื่นๆ

4. ระยะเวลาในการใช้(2)

โดยส่วนใหญ่แล้วจะเห็นผลของการเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจนตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้ แต่ทั้งนี้ก็จะขึ้นอยู่กับความใหญ่ของบาดแผลด้วย ทันทีที่บาดแผลสะอาดก็สามารถสิ้นสุดการบำบัดรักษาด้วยวิธีการดังกล่าวได้

5. ผลข้างเคียง(2, 3, 4)

ตามทฤษฎีแล้ว การบำบัดรักษาด้วยวิธีดังกล่าวนี้จะไม่เกิดผลข้างเคียงใดๆ ในบางครั้งอาจจะเกิดเลือดไหลออกที่บริเวณรูขุมขนซึ่งเป็นลักษณะหรือสัญญาณที่ดีสำหรับการหล่อเลี้ยงของเลือด
ประมาณ 90% ของผู้ที่เคยทดลองวิธีการดังกล่าวนี้จะรู้สึกจั๊กจี้และขยะแขยง

6. ประโยชน์ที่ได้รับคือ(1, 2, 3, 4)

  • ลดจำนวนเนื้อเยื่อที่ตายแล้วอย่างรวดเร็ว
  • เพิ่มจำนวนเนื้อเยื่อที่สร้างขึ้นใหม่
  • ลดจำนวนของเหลวและกลิ่นเหม็นจากแผล
  • ลดความเจ็บปวด
  • ลดระยะเวลาในการรักษาตัวที่โรงพยาบาล
  • หลีกเลี่ยงการผ่าตัด
  • ลดการใช้ยาฆ่าเชื้อ (Antibiotic)


เอกสารอ้างอิง
1. BioMonde Fly Larvae “Optimum Treatment for Chronic Wounds”
2. Wayman, J., Nirojogi, V., Walker,A. et al.: The cost effectiveness of larval therapy in Venous ulcers. J ofTiss. Viab. 10(2000) 91-94
3. Gantz NM, Tkatch LS, Makris AT. Geriatric infections. In : APIC Text of Infection Control and Epidemiology. Washington: Association for Professional in Infection Control and Epidemiology, Inc., 2000: pp 35-1-13
4. Sherman, R.: Maggot versus conservative debridement therapy for the treatment of pressure ulcers. Wound Repair and Regeneration 10 (4) (2002) 208-214

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม
1. http://www.aim.ac.ir/AIM/0472/012.htm
2. http://www.cmb.lu.se/devbiol/sbdevbiol/res-axon7.html
3. http://www.biotherapy.md.huji.ac.il/matliterature.htm
4. http://www.telfordpct.nhs.uk/Nursing%20services/maggots.pdf
5. http://www.maeyens.com/biosurgery.htm

11/20/2007

โรค Myiasis

Myiasis คือภาวะที่มีหนอนแมลงวันอาศัยอยู่ในคน หรือสัตว์ที่มีชีวิต ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งหนอนแมลงวันนี้อาจจะดูดกินเนื้อเยื่อของโฮสท์ ของเหลว หรืออาหารที่โฮสท์กินเข้าไปก็ได้
การจำแนกชนิดของ myiasis สามารถจำแนกได้ 2 วิธี คือ
1. Clinical classification
2. Parasitological classification
1. Clinical classification
วิธีนี้จำแนกโดยอาศัยตำแหน่งที่หนอนแมลงวันอาศัยอยู่ในโฮสท์ การจำแนกแบบนี้ช่วยทำให้การจำแนกชนิดของหนอนแมลงวันสะดวกมากขึ้น สามารถแบ่งได้เป็น
    Myiasis ที่ผิวหนัง (Cutaneous myiasis) เป็น myiasis ที่เกิดที่ผิวหนังหรือชั้นใต้ผิวหนัง เช่น หนอนแมลงวัน การที่หนอนแมลงวันไต่ขึ้นบนโฮทส์แล้วมาดูดกินเลือด (Bloodsucking myiasis) ภาวะที่หนอนแมลงวันฝังอยู่ในผิวหนังและเกิดเป็นตุ่มฝี (Furunicular myiasis) หรือการที่หนอนแมลงวันไชไปตามผิวหนังเกิดเป็นแนวที่มันไชไป (Creeping myiasis) หรือหนอนแมลงวันบางชนิดที่ชอบอาศัยอยู่ที่บาดแผลของโฮสท์ (Wound or Traumatic myiasis)
    Myiasis ที่เกิดในช่องว่างในลำตัว (Body cavity myiasis) เป็น myiasis ที่เกิดขึ้นบริเวณช่องว่างต่างๆ ของลำตัวโฮสท์ เช่น nasophalyngeal myiasis, auricular myiasis, ophthalmomyiases

    Myiasis ที่เกิดในอวัยวะภายในต่างๆ เช่น ในทางเดินอาหาร (Enteric or Intestinal myiasis) myiasis ที่เกิดในกระเพาะปัสสาวะ (Urogenital myiasis) หรือในอวัยวะสืบพันธุ์หญิง (Vaginal myiasis)

2. Parasitological classification
อาศัยความสัมพันธ์ระหว่างโฮสท์กับหนอนแมลงวัน ซึ่งการจำแนกแบบนี้ทำให้เราเข้าใจชีววิทยาของแมลงวันได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นแนวทางในการรักษาและป้องกันโรค และยังทำให้เข้าใจถึงวิวัฒนาการของหนอนแมลงวันได้ดีขึ้น การจำแนก myiasis แบบนี้สามารถจำแนกได้เป็น 3 กลุ่มคือ

   Specific หรือ Obligatory myiasis เป็น myiasis ชนิดที่หนอนแมลงวันต้องอาศัยอยู่บนโฮสท์ตลอดระยะเวลาตัวอ่อนของมัน เช่น หนอนแมลงวัน Chrysomya bezziana จะต้องเจริญอยู่ในแผลของสัตว์เท่านั้น

   Semi-specific myiasis หรือ Semi-obligatory myiasis หรือ Facultative myiasis เป็น myiasis ที่หนอนแมลงวันอาศัยอยู่บนโฮสท์บางช่วงชีวิตของมันเท่านั้น เช่น หนอนแมลงวัน Auchmermyia hiteola (congo floor maggot) ในอาฟริกา ซึ่งจะอาศัยอยู่ตามพื้นดินบริเวณบ้าน จะมาดูดเลือดคนขณะหลับ จากนั้นก็ทิ้งตัวลงบนพื้นดินตามเดิม

   Accidental myiasis หรือ Pseudomyiasis เป็น myiasis ที่เกิดจากหนอนแมลงวันซึ่งไม่ได้เป็นปรสิตของโฮสท ์แต่เข้าไปอยู่ในตัวโฮสท์นั้นโดยบังเอิญ เช่น การรับประทานไข่หรือตัวหนอนของแมลงวันบ้าน ซึ่งอาจปะปนอยู่กับอาหารเข้าไป แล้วหนอนแมลงวันบ้านเข้าไปเจริญต่อในทางเดินอาหารของคน หรือบางครั้งเกิดจากตัวอ่อนไชผ่านทางทวารหนัก เข้าไปเจริญใน rectum

การวินิจฉัย
Myiasis สามารถวินิจฉัยได้โดยพบตัวหนอนแมลงวันจากโฮสท์ ซึ่งจะต้องนำหนอนแมลงวันเหล่านี้มาจำแนกชนิดต่อไปโดย
1. อาศัยรูปร่างลักษณะของ posterior spiracle เนื่องจากหนอนแมลงวันแต่ละชนิด จะมีลักษณะของ posterior spiracle ที่แตกต่างกัน เช่น ลักษณะของ peritreme ที่ครบวงหรือไม่ครบวง ความหนาบางของ peritreme และรูปร่างของ peritreme เป็นวงกลมหรือรี มี button หรือไม่มี ลักษณะของ slit ก็มีความแตกต่างกัน

  2. อาศัยลักษณะของส่วนประกอบต่างๆ ของ cephalo-pharyngeal skeleton ซึ่งเป็นเหมือนกระดูกอ่อนติดอยู่กับ hook กระดูกอ่อนนี้มีส่วนประกอบที่แตกต่างกันในหนอนแมลงวันแต่ละชนิด

  3. โดยการนำหนอนแมลงวันมาเลี้ยงจนเป็นตัวเต็มวัย ซึ่งจะทำให้การแยกชนิดง่าย และถูกต้องมากกว่าการแยกชนิดโดยใช้หนอนแมลงวัน

การรักษา

เป้าหมายของการรักษา เพื่อที่จะนำหนอนแมลงวันออกจากโฮสท์ ในกรณีของ cutaneous myiasis มีการใช้น้ำเกลือ แอลกอฮออล์ โคโรฟอร์ม หรืออีเทอร์ เพื่อล้างเอาหนอนแมลงวันอออกจากแผล
มีรายงานถึงความสำเร็จในการรักษาผู้ป่วย myiasis ด้วยยา ivermectin ซึ่งเป็น broad-sprectrum antiparasitic agent โดยออกฤทธิ์กระตุ้นการหลั่งของ g -amino-butyric acid (GABA) ที่ปลายประสาท และเพิ่มการจับของ GABA ต่อ receptors ที่ปลายประสาท ซึ่งมีผลรบกวนสัญญาณประสาท และทำให้พยาธิรวมทั้งแมลง เป็นอัมพาต และตายในที่สุด ivermectin ได้ถูกนำมาใช้รักษา myiasis ซึ่งมีรายงานว่าได้ผลดี ทั้งในรูปกิน และทาเฉพาะที่

11/6/2007

Forensic Entomo

นิติเวชกีฏวิทยา (Forensic Entomology) เป็นสาขาหนึ่งของการทำงานทางด้านกีฏวิทยาที่เพิงจะได้รับความสนใจจากนักกีฏวิทยาและนักวิทยาศาสตร์สาขาอื่นๆที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับงานทางด้านนิติอาชญากรรม หรือผู้ที่ทำงานที่เกี่ยวข้องกับงานทางด้านพิสูจน์ศพที่พบหรือหลังจากถึงแก่ความตายในระยะเวลาหนึ่ง นิติเวชกีฏวิทยาจึงได้เข้าไปมีบทบาทเกี่ยวข้องกับคดีความทางกฎหมายด้วยเช่นกัน งานศึกษาทางนิติเวชกีฏวิทยาเป็นการศึกษาถึงชนิดของแมลงที่ตรวจพบในซากศพnซึ่งชนิดของแมลงที่พบจากซากศพนั้นจะเป็นข้อบ่งชี้กับระยะเวลาที่เกิดการตายของศพนั้น ๆ

สำหรับงานการศึกษาทางด้านนิติเวชกีฏวิทยาในประเทศไทยนี้ ยังไม่มีการศึกษาวิจัยอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตามในขณะนี้หน่วยงานบางแห่งเช่น สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ได้เข้ามามีบทบาทและมีนักกีฏวิทยารุ่นใหม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการทำงานกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ จึงนับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีว่าในอนาคตสาขานิติเวชกีฏวิทยาในประเทศไทย จะได้รับการสนใจและเข้าไปมีบทบาทในงานด้านนิติอาชญากรรมมากขึ้น

การใช้แมลงในการสืบสวนคดีอาชญากรรม อาจเรียกอย่างหนึ่งว่า "อาชญานิติเวชกีฏวิทยา (Medicrocriminal Forensic Entomology) " การสืบหาระยะเวลาหลังการตาย (Post Mortem Interval หรือ PMI) หรือข้อมูลต่าง ๆ นั้น ต้องเก็บหลักฐานจากสถานที่เกิดเหตุซึ่งอาจเป็นไข่ของแมลง ตัวอ่อน หนอน ดักแด้ หรือตัวเต็มวัยของแมลงก็ได้ จากนั้นนำมาแบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนที่ 1 นำมาใช้ประมาณ PMI โดยดูจากอายุของแมลงที่พบบริเวณศพที่มีอายุมากที่สุด ส่วนที่ 2 นำไปเลี้ยงจนเป็นตัวเต็มวัยเพื่อให้แน่ใจว่าจำแนกชนิดถูกต้อง ส่วนที่ 3 นำไปตรวจวิเคราะห์ DNA เพื่อให้มั่นใจยิ่งขึ้น

การสำรวจศพโดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณรอยเปิดของบาดแผลบนผิวหนัง หรือ ทางเปิดของอวัยวะ เช่น ตา ปาก จมูก ซึ่งเป็นจุดแรกๆที่แมลงจะเข้าไป ทั้งนี้การเก็บตัวอย่างแมลงจากที่เกิดเหตุนั้นจำเป็นต้องอาศัยความชำนาญ รอบคอบและช่างสังเกต ไม่มองข้ามจุดเล็ก ๆ ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์ต่อรูปคดีมากที่สุด หากพบตัวอ่อนแมลง (ตัวหนอน) ที่อยู่บนซากศพ ให้เลือกดูตัวหนอนที่มีขนาดใหญ่ที่สุด แล้วคาดคะเนว่าน่าจะเป็นตัวหนอนที่มีอายุมากที่สุด แล้วนำไปเปรียบเทียบกับวงจรชีวิตของแมลงวันว่าขนาดของตัวอ่อนเท่านี้จะมีอายุมาแล้วกี่วัน เมื่อทราบอายุของตัวหนอนแล้วจะทำให้คาดคะเนได้ว่าศพที่เจอนั้นเสียชีวิตมาแล้วกี่วัน ซึ่งเป็นการหาระยะเวลาหลังการตายของสิ่งมีชีวิต (PMI) ถึงอย่างไรก็ตาม การคาดคะเนระยะเวลาหลังการตายด้วยอายุของหนอนแมลงต้องทำควบคู่ไปกับลักษณะของการย่อยซากศพที่เจอด้วย ซึ่งการย่อยสลายของซากศพจะมีอยู่ 5 ระยะด้วยกัน

  1. Initial stage เริ่มจาก 0 - 1 วัน ลักษณะของซากศพยังใหม่และสดอยู่ แมลงที่พบได้ในระยะนี้จะเป็นพวกมด และพวกแมลงวันหลังลายและแมลงวันบ้าน
  2. Bloated phast เริ่มจากวันที่ 2 - 6 หลังจากที่เสียชีวิตแล้ว ศพจะมีการบวมจากการผลิตก๊าซของแบคทีเรียและมีกลิ่นเน่าเหม็น แมลงที่พบได้จะเป็นแมลงวันหัวเขียว
  3. Black putrefaction เริ่มจากวันที่ 7-12 หลังจากที่เสียชีวิตแล้ว เป็นระยะที่มีการสลายของเนื้อเยื่อ กลิ่นของศพมีความรุนแรงมากขึ้น เริ่มพบระยะไข่และตัวอ่อนของแมลงวันหัวเขียว
  4. Butyric fermentation เริ่มจากวันที่ 13 - 51 หลังจากที่เสียชีวิตแล้ว ภายนอกของศพเริ่มแห้งแต่บางส่วนภายในศพยังไม่แห้ง ผิวที่อยู่ด้านล่างของศพเริ่มเน่าเละ จากกระบวนการ fermentation สามารถพบแมลงในกลุ่ม Muscidae, Piophilidae, Scarabaeidae, Cleridae, Dermestidae, Histeridae, Silphidae และ Staphylinidae
  5. Dry phast เริ่มจากวันที่ 52 หลังจากที่เสียชีวิตแล้ว เป็นระยะที่ซากศพเกือบแห้งทั้งหมด

อัตราการย่อยสลายช้าลง แมลงที่พบมากได้ในระยะนี้คือ แมลงในกลุ่ม Dermestidae, Forficulidae, Sarcophagidae, Cleridae ดังนั้นงานนิติเวชกีฏวิทยาเป็นงานที่น่าสนใจที่ควรจะมีการศึกษาข้อมูลเบื้องต้น แต่ในสภาพความเป็นจริงแล้ว กล่าวได้ว่าเป็นงานที่ค่อนข้างลำบากและละเอียดอ่อนในการที่จะศึกษาแมลงที่เกี่ยวข้องกับศพมนุษย์โดยตรง เพราะอาจเกิดความขลาดกลัว ขยะแขยง ต่อสิ่งที่พบเห็นและโอกาสในการที่จะได้ศพมนุษย์จริง ๆ มาศึกษาก็คงเป็นไปไม่ได้

 
Photo 1 of 32